หน้าแรก » เรื่องราวน้ำดื่ม » ภารกิจพิชิตความสุข EP.9 เมื่องานหนักไป แล้วจะหาความสุขได้จากไหน

ภารกิจพิชิตความสุข EP.9 เมื่องานหนักไป แล้วจะหาความสุขได้จากไหน

แชร์หน้านี้ Line

ภารกิจพิชิตความสุข : เมื่องานหนักไป แล้วจะหาความสุขได้จากไหน

"ในวันนี้ยังมีงานทำก็ถือว่าโชคดีแล้ว แล้วยังจะเรียกร้องอะไรอีก"

      สวัสดีทุก ๆ ท่าน ภารกิจพิชิตความสุขกับน้ำดื่มเวลล์เล่ กลับมาพบท่านอีกครั้ง ถ้าคุณคือคนที่อยู่ในวัยทำงาน และยังมีงานทำอยู่ในขณะนี้ มีใครในที่ทำงานของคุณกล่าวประโยคประมาณข้างต้นกับคุณบ้างไหม


      สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ได้เข้ามากระตุ้นการเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ มากมายในสังคมมนุษย์เรา วิถีชีวิตวิถีการทำงานของหลาย ๆ คนต้องเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์นี้ บางคนต้องตกงาน บางคนโชคดีไม่ตกงาน แต่กลับต้องทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ ชีวิตถูกบีบรัดมากขึ้น มีความกดดัน มีความเครียดมากขึ้น สิ่งที่มีลดลงก็คือ “ความสุข” มีหลายคนในตอนนี้ต้องทำงานหนักแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนรู้สึกว่า "มันหนักเกินไปแล้ว" เกินขีดจำกัดของตัวเองไปมาก จนเริ่มหมดไฟในการทำงาน อยากจะพูดอยากจะบ่น อยากจะเรียกร้องขอวันลา วันพัก วันหยุดบ้าง ก็ทำไม่ได้ เพราะมักจะโดนบริษัทที่ทำงาน หรือสังคมรอบข้างสวนกลับมาว่า "มีงานทำก็ดีแล้ว บ่นอะไร ไม่เห็นเหรอคนตกงานเยอะแยะ" เอ... แต่อะไรที่หนักเกินไป มันก็เกินพอดีไปนะว่าไหม แล้วเราจะหาความสุขกับสถานการณ์เกิดขีดจำกัดนี้กันได้อย่างไร ครั้งนี้ ภารกิจของเราจะพาทุกท่านไปพบกับทางออกในเรื่องนี้พร้อม ๆ กัน

 

เข้าสู่วิถียุค Now Normal

      เอ๊ะ เขียนผิดหรือเปล่า ไม่ผิดหรอก เพราะสิ่งที่เรากำลังจะพาคุณไปพบนี้คือ Now Normal จริง ๆ จากการสังเกตมาสักระยะ ทำให้เราพบว่าสถานการณ์ที่เราพบนี้จะเรียกว่าเป็นวิถีชีวิตที่อินเทรนด์ในโลกของการทำงานในตอนนี้เลยก็ว่าได้ 

      ย้อนกลับไปก่อนโควิด 19 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเสริมด้วยการ disruption ของเทคโนโลยีที่ทำให้เทรนด์ผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พอโควิด 19 เข้ามากระหน่ำซ้ำเติมยิ่งเป็นการเร่งให้ทุกอย่างไปถึงขีดสุดเร็วขึ้น ความเลวร้ายประเดประดังถาโถมเข้ามา จนเกินขีดที่ธุรกิจต่าง ๆ จะรับมือไหว ทำให้บริษัทห้างร้านและโรงงานต่าง ๆ จำใจต้องปิดกิจการและปลดพนักงานออก

      ตอนนี้เราจึงได้เห็นภาพคนจำนวนไม่น้อยต้องประสบปัญหาตกงาน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากทำให้คนเครียดกับชีวิตและหมดความสุขไปเลย เราก็ได้แต่เป็นกำลังใจให้ทุกคนฟันฝ่าปัญหาไปได้และกลับมามีงานทำกันอีกครั้งในเร็ววัน แต่ในอีกด้านหนึ่งสำหรับคนที่มีงานทำ ไม่ตกงานไปตามสถานการณ์ ก็น่าสนใจไม่น้อย คือ  โควิด 19 นำไปสู่ประเด็นปัญหาใหม่ เพราะทำให้คนที่มียังมีงานทำ ต้องทำงานหนักขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า 

      บางคนรู้สึกเลยว่าทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิมจนเลย capacity หรือเลยขีดจำกัดของตนเอง เหมือนหลอดพลังของเรามีแค่ 10 แต่ต้องทำงานถึง 100 - 150% ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของสังคม มีคนในวัยทำงาน Gen Y ไปจนกระทั่งถึง Gen x ในตอนนี้ที่ต้องประสบปัญหาแบบนี้ นี่เป็นหนึ่งใน New Normal หรือเปล่าก็ยังไม่มีใครฟันธงได้ แต่ที่แน่ ๆ สิ่งนี้กลายเป็น Now Normal ของชีวิตใครหลายคนในตอนนี้ไปแล้ว

 

เมื่อ Work from Home กลายเป็น Life for Work

      เมื่อมีใครกล่าวคำข้างต้นกับคุณ ก็มักจะตามมาด้วยการมอบหมายงานให้คุณแบบเท่าทวีให้กับคุณทันที เชื่อว่าคนทำงานในหลาย ๆ บริษัทตอนนี้นี้เจอกับสถานการณ์แบบนี้อยู่ ในช่วงที่โควิด 19 กำลังลุกลามในไทย ทางภาครัฐได้ขอความร่วมมือให้บริษัทต่าง ๆ อนุญาตให้พนักงาน Work from Home พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมการทำงานจากบ้านของหลาย ๆ องค์กรก็ยังคงอยู่ และกลายเป็นวิถีการทำงานแบบใหม่ของบริษัทไปเลย 

      เมื่อ "บ้าน" กลายเป็น "ที่ทำงาน" หลาย ๆ อย่างจึงต้องเปลี่ยน และที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ "เวลาในการทำงาน" มีคนจำนวนไม่น้อยต้องเอาเวลาที่เคยพักผ่อนหรือใช้ชีวิตที่บ้านมาอุทิศให้กับ "งาน" จากที่เคยทำงาน 8 - 10 ชั่วโมงต่อวันในที่ทำงาน กลายเป็นต้องทำงาน 13 - 15 ชั่วโมงต่อวันเมื่อทำงานที่บ้าน 

 

"แล้วเราจะเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ หรือเราจะมองหาความสุขในเรื่องแบบนี้กันได้อย่างไร เมื่องานมันหนักเกินไปสำหรับเรา"

 

“อดทน” แล้วไปต่อ คือ คำตอบที่ใช่ที่สุดหรือไม่"

      หลายคนมองว่า สถานการณ์ที่บีบคั้นแบบนี้ คงไม่อยู่กับเราตลอดไป..อืม.. ก็อาจใช่ นั่นจึงทำให้หลายคนเลือกที่จะอดทนกับภาวะแบบนี้ไปก่อน เพราะไม่เห็นทางออกหรือตัวเลือกที่ดีกว่านี้ อดทนทำไปแล้วรอให้สถานการณ์ทุกอย่างมันคลี่คลายไปเอง แล้ว routine ที่แฮปปี้ดังเดิมจะกลับมาในที่สุด แต่คำถามสำคัญก็คือ 

"หากจะต้องฝืนทนไปต่อจริง ๆ เราจะไปต่อได้อีกนานแค่ไหน"

      คำตอบของคนทำงานส่วนหนึ่ง มองว่าพวกเขาคงทนได้ 3 - 6เดือน แต่สถานการณ์โควิด 19 ปาเข้าไปกี่เดือนแล้ว ?! ถ้านับจากช่วงโควิดระบาดในไทยจนถึงช่วงที่ทำภารกิจนี้เวลาก็ล่วงไป 5 เดือนกว่าแล้ว โควิดยังอยู่แม้มาตรการต่าง ๆ จะผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็มีหลายบริษัทยังให้พนักงาน Work from Home สลับกับการมาทำงานที่บริษัท และปริมาณของงานยังคงเยอะและหลักอยู่เหมือนช่วงโควิดมาใหม่ ๆ เช่นเดิม นั่นแปลว่าขีดพลังงานของเราใกล้ระเบิดกันแล้วใช่หรือไม่

 

มีตัวช่วยอะไรบ้าง ที่จะทำให้เราอยู่กับภาวะนี้อย่างมีความสุข

"จะมีความสุขได้ในภาวะแบบนี้ ก็ต้องมาพิจารณา 2 ปัจจัยนั่นคือ ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน"

ปัจจัยภายนอก

  • ปรับระบบการทำงาน - เป็นเรื่องที่ผู้นำองค์กรต้องลงมือทำ
  • ปรับเรื่องบุคลากร - เป็นเรื่องที่ผู้นำองค์กรต้องพิจารณาและตัดสินใจลงมือทำ

ปัจจัยภายใน

  • ปรับความคิดและจิตใจของเราเอง - เป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งดีที่สุด คือ ต้องปรับปัจจัยทั้ง 2 ด้านไปพร้อม ๆ กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจจะทำไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ปรับปัจจัยภายในที่เป็นตัวเราเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คุณรู้หรือไม่ว่า การปรับเปลี่ยนความคิดและจิตใจของเราที่เป็นปัจจัยภายในนั้น สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกได้ด้วย

ยกตัวอย่างในบริษัทแห่งหนึ่งที่มีปัญหานี้ คือ ภายในองค์กรจะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มผู้บริหาร
2.กลุ่มพนักงานระดับหัวหน้าที่ทำงานกับองค์กรมาได้ระยะใหญ่ ๆ
3.กลุ่มพนักงานใหม่หรือนักศึกษาฝึกงาน

กลุ่มที่จะเผชิญปัญหาการทำงานหนักจนขาดความสุขมากที่สุดคือ กลุ่มที่ 2 เพราะอยู่ตรงกลางระหว่าง บนกับล่าง รับเรื่องมาจากด้านบนมาปฏิบัติและกระจายงานสู่ด้านล่างอีกที และจะต้องรับเรื่องจากด้านล่างมาประมวลผลเพื่อส่งต่อกลับขึ้นไปด้านบน ตอนทำงานในที่ทำงานก็ยังไม่เจอปัญหาอะไร แต่พอต้องมาทำงานจากบ้าน การประสานงานกับทั้งสองฝ่ายกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคขึ้นมาทันที 

      การทำงานของคนกลุ่มที่ 2 จึงต้องใช้พละกำลังมากขึ้น ต้องใช้เวลามากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า คำพูด คำขอและการสื่อสารที่จำเป็นกลับไปไม่ถึง กลุ่มที่ 1 อย่างเช่นต้องการบอกกับผู้บริหารว่า "พี่ ตอนนี้งานทางแผนกนี้ เกินลิมิตแล้วนะ คนไม่พอแล้ว พี่ต้องกระจายไปส่วนอื่น หรือต้องรอก่อน" ข้อความง่าย ๆ แต่สำคัญแบบนี้ในสถานการณ์ปกติอาจดูไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอมาสถานการณ์ปัจจุบันกลับไม่ใช่อะไรที่ง่ายอย่างนั้น พอบอกผู้บริหารไป พวกเขาก็จะสะท้อนกลับมาว่า

"คนอื่นแผนกอื่นก็งานเยอะเหมือนกัน ทำ ๆ ไปเถอะ"

คือเป็นเสียงสะท้อนกลับมาในมุมให้พนักงานต้องอดทนมากขึ้นทำให้ทุกคนต้องทำงานกันหนักแบบไม่มีขอบเขต

      ในสถานการณ์ดังที่กล่าวมานี้อาจเป็นไปได้ว่าคนกลุ่มที่ 1 ละเลยและมองข้าม แต่ก็เป็นไปได้อีกเหมือนกันว่า พวกเขาอาจจะไม่ทราบถึงปัญหาในเชิงรายละเอียดที่แท้จริง นั่นจึงทำให้เราต้องเริ่มปรับความคิดและจิตใจของเราก่อน

  • ปรับ mindset ของเราเองก่อนว่า เราจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหน่วงนี้ไปอีกนานพอสมควร และไม่แน่นี่อาจกลายเป็นวิถีการทำงานใหม่ของเราเลยก็ได้ 
  • เริ่มปรับตัวเพื่อตั้งรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต 
  • เราจะเริ่มมองหาวิธีการที่จะทำงานให้เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะการทำงานราบรื่นเป็นความสุขที่เราต้องการ
  • เริ่มคิดออกว่าจะหาวิธีสื่อสารกลับไปเพื่อบอกผู้บริหารอย่างไร

อย่างเช่น เราจะเริ่มเห็นปัญหาว่า เราไม่สามารถ Work from Home ได้ตลอดเพราะบางคนอยู่คอนโด Internet อาจไม่แรง หรือ บางคนอยู่บ้านกับครอบครัว ทุกคนต้องทำงานจากที่บ้านเหมือนกันหมด ต้องแชร์ Internet กันจึงทำให้บางครั้งออนไลน์ก็สะดุด เราจะเริ่มคิดเป็นระบบมองเห็นรายละเอียดของข้อจำกัดในการทำงาน และจะสะท้อนกลับไปหาผู้บริหารได้อย่างตรงจุดมากขึ้น เพราะบางทีหัวหน้าหรือผู้บริหารเขาอาจจะลืมรายละเอียดตรงนี้ไป ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาและอุปสรรคมันอาจจะยังไม่ถูกแก้ไข หรือบางทีก็แก้ไขไม่ได้ด้วย แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้รับรู้และรับฟังปัญหาของเราแล้ว แรงบีบคั้นและการกดดันที่พุ่งมาที่ตัวเรามันก็จะน้อยลงจากเดิม

 ถ้าไม่อยากทนต่อไปแล้ว ทำไงดี ?

หากเราคิดว่าสถานการณ์ที่บีบรัดแบบนี้มันหนักเกินไปที่จะทนแล้ว อย่าว่าแต่จะให้ทนอีก 1 เดือนเลย แค่พรุ่งนี้ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาทำงานในลักษณะแบบนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรกันดี

  • สื่อสารสะท้อนกลับไปที่ผู้บริหารทันที แต่ทว่าคุณต้องลงรายละเอียดให้เขาเห็นด้วยว่าปัญหาและข้อจำกัดมันอยู่ตรงไหน
  • ลองฟังมุมมองของผู้บริหารด้วยว่าเขามีความคิดอย่างไร เขาเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ไหน
  • ต้องบอกตัวเองด้วยว่าการคุยกับผู้บริหารครั้งนี้เพื่อให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่แค่การไประบายให้เขาฟัง ฉะนั้น มีรายละเอียดอะไรจงชี้แจงออกไป พยายามโน้มน้าวให้เขาเข้าใจ และหาทางออกร่วมกัน
  • เผื่อใจไว้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ตรงกับใจ 100%

      การรับฟังผู้บริหารบ้าง ไม่แน่อาจทำให้เราเข้าใจปัญหาที่มากขึ้น และอาจเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อการทำงานที่หนัก ๆ ทุกวันของเราไปเลยก็ได้ เพราะบางที่คุณอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่า "บริษัทกำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก" ไม่แน่เหมือนกันที่คุณกำลังคิดว่า "ฉันทำไม่ไหวแล้ว" พรุ่งนี้อาจมีความคิดและความรู้สึกใหม่ที่เจ็บปวดและดิ่งลึกมากกว่าเข้ามาแทนนั่น คือ "ฉันตกงาน" บริษัทอาจไปกิจการวันพรุ่งนี้ก็ได้ใครจะไปรู้

การได้สื่อสารความรู้สึกปัญหาของเราออกไป พร้อมกับรับฟังปัญหาของทางผู้บริหารบ้างก็อาจทำให้เราเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า "เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน" เขาต้องอาศัยกำลังของเราพายเรือลำนี้แบบสุดกำลังจริง ๆ เท่านั้น เรือถึงจะลอยกลางทะเลท่ามกลางพายุได้ ซึ่งคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม การทราบสถานการณ์ที่วิกฤตเลวร้ายหรือความยากลำบากของบริษัท อาจทำให้เรามีแรงฮึดสู้หนักกว่าเดิม จากขีดพลังที่มีแค่ 10 คุณอาจจะมีพลังเพิ่มเป็น 100 เลยก็ได้ เพราะเราทุกคนต่างต้องการทางรอดด้วยกันทุกคน วิธีเหล่านี้จะทำให้เราสู้งานหนักได้แบบมีความสุขมากขึ้น

การทำงานที่หนักเกินไป จะทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า และเกิดความเครียด และแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ใจ เมื่อเราทุกข์ใจมาก ๆ ก็ทำให้ของเหลวในร่างกายเกิดการเสียสมดุลได้ และเมื่อปริมาณของเหลวในร่างกายเกิดความไม่สมดุล ก็จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพร่างกายตามมา เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณลุยกับงานที่หนักหนาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การดื่มน้ำ

ลองพักสักนิด แล้วเติมความสดชื่นสดใส เติมช่วงเวลาแห่งความสุขระหว่างวันของคุณด้วยการหยิบน้ำดื่มสะอาด ที่เต็มไปด้วยคุณค่าจากธรรมชาติอย่างน้ำดื่มเวลล์เล่ขึ้นมาดื่ม จิบสักนิด ดื่มสักหน่อย แล้วค่อยไปต่อ เพียงแค่นี้ร่างกายก็จะฟื้นคืนความสดชื่นสดใสพร้อมลุยงานอย่างเต็มที่มากขึ้นแล้ว นี่คือภารกิจพิชิตความสุขใน EP. นี้ที่พาคุณมาค้นพบเคล็ดลับดี ๆ ในการพิชิตความสุขในวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไปท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต จะวิกฤตและยากลำบากแค่ไหน ก็มีความสุขเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ แค่พักสักนิดแล้วคุณเจอว่าความสุขก็อยู่ใกล้ ๆ คุณแค่นี้เอง

บริษัท โกลบอล เบฟเวอเรจ จำกัด

Global Beverage Co., Ltd.


สำนักงานใหญ่ เลขที่88/8 หมู่ 4 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000

077-828555

E-mail : info@globalbev.co.th