หน้าแรก » เรื่องราวน้ำดื่ม » ภารกิจพิชิตความสุข EP.7 อิจฉา ริษยา และศูนย์กลางของจักรวาล

ภารกิจพิชิตความสุข EP.7 อิจฉา ริษยา และศูนย์กลางของจักรวาล

แชร์หน้านี้ Line

 ภารกิจพิชิตความสุข : อิจฉา ริษยา และศูนย์กลางของจักรวาล 

“ความอิจฉา = การเห็นผู้อื่นได้ดี แล้วรู้สึกไม่พอใจ ต้องการอยากได้บ้างแต่ก็ยอมรับความจริงว่าอาจเป็นไปไม่ได้

ริษยา = การชิงชังไม่อยากเห็นผู้อื่นได้ดีกว่า

นี่คือความแตกต่างของอิจฉากับริษยา"

สวัสดีทุก ๆ ท่าน ภารกิจพิชิตความสุขกับน้ำดื่มเวลล์เล่ กลับมาพบท่านอีกครั้ง เนื่องจากในช่วงเวลาที่ลงมือทำภารกิจนี้ เป็นช่วงใกล้ ๆ เวลาวันสำคัญทางพุทธศาสนาถึงสองวัน นั่นคือ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งเราในฐานะคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ จึงขอยกเอาหลักธรรมแห่งพระพุทธองค์มาเป็นโจทย์ในการทำภารกิจเพื่อพิชิตความสุขในครั้งนี้ ก่อนที่เราจะไปเริ่มต้นกับภารกิจพิชิตความสุขในครั้งนี้ ก็ต้องขอปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจให้กับท่านที่ไม่ใช่ชาวพุทธให้ได้ทราบก่อนว่า วันอาสาฬหบูชา ที่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีนั้น ชาวพุทธจะถือว่าเป็น "วันพระรัตนตรัย" คือเป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ถือกำเนิดขึ้นครบบริบูรณ์ เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ได้ตรัสรู้เป็นครั้งแรก และสิ่งที่ท่านได้ทรงตรัสรู้ก็คือ "กฎของธรรมชาติ"  ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใด ศาสนาไหนก็ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ ดังนั้นผู้ร่วมภารกิจท่านไหนที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธ ก็ไม่ต้องกังวลใจรีบผละจากภารกิจนี้ไป เพราะภารกิจนี้ไม่ได้เป็นการสอนศาสนา แต่เป็นการตามหา "ความสุข" อันเป็นสิ่งสากลของมนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกศาสนา ฉะนั้น ทุกท่านจึงสามารถร่วมภารกิจนี้ได้อย่างไม่ต้องกังวลใจใด ๆ

 

รู้จักไว้แต่อย่าไปคบเป็นเพื่อน 

โดยปกติแล้วเรามักจะใช้คำว่า "อิจฉาริษยา" คู่กัน และใช้คำนี้กันมาเรื่อย ๆ จนเราแยกความแตกต่างของคำ 2 คำนี้ไม่ออก และอาจมีบางคนคิดว่าเป็นคำ ๆ เดียวด้วยซ้ำ นั่นจึงทำให้เราใช้คำทั้ง 2 คำนี้อย่างคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงไปพอสมควร จริง ๆ แล้ว 2 คำนี้มีความหมายที่ต่างกัน ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งจะเห็นว่านอกจากจะต่างกันแล้ว บริบทของความลึกซึ้งก็ต่างกันไปด้วย อิจฉาและริษยา จริง ๆ รากศัพท์ของทั้งสองคำนี้มาจากคำในบาลีสันสกฤต ซึ่งสรุปความแล้ว

อิจฉา   ในความหมายแบบบาลีจะหมายถึง กิริยาของความอยากได้อยากมี ความต้องการ ความปรารถนา

ส่วน ริษยา   รากศัพท์จากบาลี จะมาจากคำว่า “อิสฺสา” ในความหมายแบบบาลีจะหมายถึง ความรู้สึกไม่พอใจในความดีที่คนอื่นมีอยู่

ถ้าลองนำมาเปรียบเทียบกับสี อิจฉา ก็น่าจะอยู่ในบริเวณเฉดสีเทา ส่วนริษยานั้นจะเข้มข้นกว่าอยู่ในเฉดสีดำเลยทีเดียว ความริษยาจึงดูรุนแรงกว่า มีความหมายในเชิงลบมากกว่าอิจฉา แต่ไม่ว่าจะความอิจฉาหรือริษยาก็ตาม ถ้ารู้จักแล้ว ขอแค่คุณรู้จัก พยายามอย่าผูกมิตรกับ 2 สิ่งนี้จนกลายเป็นเพื่อนสนิทในชีวิตของคุณ

 

ความสุขที่ซ่อนตัวอยู่ในความอิจฉา

คงพอจะเห็นภาพความแตกต่างระหว่าง "อิจฉา" และ "ริษยา" กันไปแล้ว ทีนี้มาดูเฉพาะส่วนความ "อิจฉา" กันอย่างเดียวก่อน อย่างที่กล่าวไปความอิจฉาเปรียบเสมือนสีเทา ซึ่งจริง ๆ สีเทาก็มีเฉดสีย่อยลงไปอีกว่าเป็นเท่าเข้มเทาอ่อน ถ้าสีอ่อนก็จะค่อนไปทางสีขาวได้  นั่นหมายความว่า ถ้าเราเกิดความอิจฉาแต่ไม่สานต่อด้วยความคิดในด้านลบก็จะไม่เกิด "ริษยา" และถ้าปล่อยเอาไว้แบบนั้นก็ไม่ได้เป็นพิษไปภัยอะไร และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากพิจารณาให้ดี ความอิจฉาก็มีมุมที่เป็นบวกและมีส่วนสามารถสร้างความสุขความสำเร็จให้กับชีวิตเราได้ด้วย แล้วแง่มุมในเชิงบวกของความอิจฉา คืออะไร ?
ความอิจฉาถ้าเกิดขึ้นแล้วคุณสานต่อด้วย "การคิดบวก" ก็มีโอกาสที่จะแปรเปลี่ยนกลายเป็น "แรงบันดาลใจ" ได้เหมือนกัน เพราะถ้าคุณไม่อิจฉาใครเลย แนวโน้มชีวิตของคุณจะย่ำอยู่กับที่ก็มีสูง เพราะชีวิตของคุณจะขาดเป้าหมาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะหาข้ออ้าง พอทำไม่สำเร็จก็จะหาข้อแก้ตัว ซึ่งถ้าคุณสามารถใช้ความอิจฉามาแปรเปลี่ยนกลายเป็น "แรงบันดาลใจ" ในการใช้ชีวิตได้ล่ะก็ คุณอาจจะค้นพบความสุขใหม่ ๆ และอาจกลายเป็นคนที่คนอื่นรู้สึก "อิจฉา" แทนเลยก็ได้นะ

ทีนี้ลองมาดูในส่วนของความ "ริษยา" กันบ้าง เราขอเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณได้เห็นความร้ายกาจของความริษยาที่มีอำนาจร้ายกว่าความอิจฉา เรื่องมีเล่ามีอยู่ว่า มีพระราชาอยู่พระองค์หนึ่ง ครองราชย์มาอย่างยาวนานหลายสิบปี เนื่องด้วยพระองค์ทรงพระชนมายุมากแล้วจึงเห็นควรว่า ควรจะสถาปนาพระโอรสเป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อไป ซึ่งพระราชาผู้เฒ่ามีพระโอรส 2 พระองค์ ซึ่งปกติแล้วการสืบราชบัลลังก์ก็ควรจะตกไปเป็นของลูกชายคนโตตามกฎมณเฑียรบาล แต่ว่า...
พระราชาผู้เฒ่ากลับตัดสินพระทัยไม่ได้ว่าจะยกราชบัลลังก์กับลูกชายคนโตหรือลูกชายคนเล็กดี เนื่องจากว่า พระองค์ไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจแย่งบัลลังก์ พระราชารู้ดีว่าลูกชายคนเล็ก เป็นคนที่มีจิตใจ "ริษยา" พี่ชายมาตั้งแต่ยังเล็ก หากพระองค์ยกบัลลังก์ให้กับลูกคนโต เป็นไปได้มากว่าลูกคนเล็กจะไม่พอใจและก่อสงคราม ส่วนถ้าจะยกให้ลูกคนเล็กไปเลยก็จะผิดกฎมณเฑียรบาลอีก 

พระราชาผู้เฒ่าจึงเรียกราชปุโรหิตคนสนิมมาปรึกษาเรื่องนี้ ราชปุโรหิตจึงเสนอทางออกว่า หากพระองค์อยากจะมั่นใจว่า ผู้น้องจะไม่ทำการแย่งบัลลังก์ผู้พี่ ก็ต้องหาวิธีวัดระดับความริษยาในใจของผู้น้อง ว่าอยู่ในขั้นแค่ "อิจฉา" หรือเข้มข้นรุนแรงระดับ "ริษยา" จริง ๆ 

โดยใช้วิธีออกอุบายวัดใจ โดยให้พระราชาเรียกลูกทั้งสองมาคุยพร้อมกัน และให้บอกลูกคนเล็กว่าจะต้องยกบัลลังก์ให้ผู้พี่ตามกฎมณเฑียรบาล แต่ก็จะไม่ละเลยผู้น้อง โดยมีสิ่งพิเศษมอบให้ผู้น้องแทน นั่นคือ พรพิเศษ โดยพรที่จะให้นี้จะเป็นอะไรก็ได้ที่ลูกคนเล็กต้องการ เพียงแต่มีข้อแม้อยู่ว่าพรพิเศษอะไรก็ตามที่ผู้น้องขอนั้น ผู้พี่ก็จะได้รับด้วย โดยผู้พี่จะได้เป็น 2 เท่าจากที่ผู้น้องขอเสมอ

พระราชาจึงทำการหยั่งเชิงลูกคนเล็กตามที่ได้รับคำแนะนำ เพื่อจะดูว่าลูกชายคนเล็กจะมีใจกว้างกับพี่ชายตนเองบ้างหรือไม่ ลูกชายคนเล็กของพระองค์ทราบความดังนั้นแล้วก็หงุดหงิดพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อไหร่ที่คิดจะขออะไรจากพ่อ หน้าของพี่ชายก็จะลอยขึ้นมาสมองทุกที ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนรุ่ม แต่แล้วในที่สุด บุตรชายคนเล็กของพระราชาผู้เฒ่าก็ได้เข้าเฝ้าเพื่อขอพรพิเศษนั้น

พระราชามองโลกในแง่ดีเกินไป คิดว่าสิ่งที่ลูกชายคนเล็กจะขอนั้นเป็นสิ่งที่ดี ๆ เพื่อให้พี่ชายของตนได้สิ่งที่ดี ๆ ตามไปด้วย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อพระราชาได้ยินคำขอจากลูกชายคนเล็ก พระองค์ก็แทบจะสิ้นสติ

ลูกชายคนเล็กได้ขอให้ผู้เป็นพ่อควักลูกตาของตนออกหนึ่งข้าง ซึ่งนั่นหมายความว่าหากพระราชบิดาทรงทำตามคำขอนี้ พระองค์ก็จะต้องควักลูกตาของลูกชายคนโตออกทั้งสองข้างด้วย พระราชารู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด จึงตัดสินใจไม่ยกราชบัลลังก์ให้ใคร และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม

จากเรื่องราวนี้สะท้อนให้เราได้เห็นว่า "ความริษยา" มีความร้ายกาจรุนแรงแค่ไหน เป็นพลังด้านลบที่พร้อมจะเผาใจเราให้มอดไหม้ และจะปิดบังตาเราให้ไม่พบความสุขในชีวิตได้เลยทีเดียว

 

ทำไมเราต้อง "อิจฉา" และ "ริษยา" กันด้วย

ความ "อิจฉา" และ "ริษยา" เป็นสิ่งที่เป็นสามัญธรรมดาของโลก อาจเรียกได้ว่าเป็นสัณฐานและธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ไม่ว่าจะผิวดำ ผิวขาว ผิวแทน ไม่ว่าจะคนชาติไหน ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ยิว มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนมีความอิจฉาริษยาอยู่ในใจของตนเอง เพียงแต่จะอยู่ในขั้นไหนก็เท่านั้น หากใครอยู่แค่ในระดับความอิจฉาก็ยังถือว่าไม่น่าห่วงสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ แต่ถ้ามากถึงขั้นริษยาอันนี้ก็น่าห่วงต้องรีบหาทางรับมือโดยด่วน 

 

หรือ "ฉัน" เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

อยากให้ทุกคนสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของตนเองให้ดี เมื่อใดที่เกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมา ความสุขที่เคยมีปริ่ม ๆ ในใจก็มลายหายไปทันที และแทนที่ด้วยความทุกข์เต็มห้องหัวใจ การไม่ยอมรับความสำเร็จของผู้อื่น เช่น เมื่อเราเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ เราก็จะคิดค้านในใจว่า ใช่สิ ครอบครัวร่ำรวยมาก่อนนี่ พ่อแม่ปูทางความสำเร็จไว้ให้แล้ว หรือใช้แผนสกปรกในการทำธุรกิจ หรือเลือกทำธุรกิจสีเทานี่ถึงได้ร่ำรวย ฯลฯ เราเห็นเพื่อนสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ เห็นเพื่อนร่วมงานได้เงินเดือนเพิ่ม ได้โบนัสเพิ่ม ในขณที่เรายังย่ำอยู่กับที่ เราเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เริ่มเป็นทุกข์ และบางครั้งอาจเริ่มหาวิธีกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี เพื่อไม่ให้ผู้นั้นได้ดิบได้ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความริษยาทั้งสิ้น ซึ่งเกิดขึ้น เพราะ "เรา" เอาตัวเองเข้าไปเป็นศูนย์กลางของสิ่งต่าง ๆ จึงทำให้เราเกิดการเปรียบเทียบ

 "ตัวกู" กลายเป็นมาตรฐานของทุกสิ่ง และทุกสิ่งที่อยู่รอบ "ตัวกู" ก็ควรจะอยู่ในความควบคุม "ของกู" ด้วย แต่...เราลืมไปหรือเปล่าว่า โลกเรานี้กว้างใหญ่เกินไปกว่าที่เราจะครอบครอง เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใดเลย แม้กระทั่งร่างกายและ "ลมหายใจ" ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่าเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจุลภาคของเซลล์ที่เล็กที่สุดในจักรวาล เล็ก...จนไม่มีสิทธิ์เลยที่จะเผยอตัวอวดอ้างว่า "ฉันเป็นศูนย์กลาง" ของทุกสิ่ง 

 

พอแล้วกับความริษยา

เมื่อมีประสบการณ์ความทุกข์ความเจ็บปวดจากความ "ริษยา" แล้ว คุณจะพบว่าสิ่งนี้เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความอึดอัดความร้อนรน จนอาจทำให้คนดี ๆ อาจกลายเป็นปีศาจที่อำมหิตไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้แล้วว่ามันไม่ดี การหยุดความริษยาในใจก็ง่ายแค่นิดเดียว แค่ "ปล่อยวาง" 

ลองบอกกับความริษยาในใจของตนเองว่า "ฉันพอแล้วกับแก" แค่นั้นคุณจะก้าวไปพิชิตความสุขที่คุณใฝ่หาได้แบบง่ายสุด ๆ เพราะคุณได้ปลดเปลื้องพันธนาการที่อยู่ในใจของคุณออกมาได้แล้ว

เมื่อเราไม่ได้มีฐานะเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด ๆ ในโลกเลย ก็จง "ปล่อยวาง" แล้วคุณจะพบว่า "เออ มันเบาสบายดีนะ" ถ้าเราไม่ยึดติดอะไรไว้ในใจ ชิล ๆ กับมันซะบ้างก็จะทำให้ไม่มีสิ่งใดที่เชื่อมต่อ "คุณ" (คนที่ริษยา) กับ "เขา" (คนที่ถูกริษยา)อีกต่อไป แค่นี้คุณก็จะพบความสุขในใจได้ทันที

 

รับมือกับความริษยาในใจของผู้อื่น

หากความริษยานั้นไม่ได้เกิดที่ใจของเราล่ะ แต่ไปเกิดที่ใจของผู้อื่นแทนจะทำยังไงดี เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจเหมือนกัน ก็ต้องวางใจก่อนว่าคนที่จะถูกริษยานั้นจะต้องเป็นคนที่โดดเด่นเหนือคนอื่นไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งอย่างชัดเจน เช่น โดดเด่นด้านการศึกษา เหนือกว่าเรื่องชาติตระกูล มีมากกว่าเรื่องยศทรัพย์อำนาจ หรือมีความสำเร็จที่มากกว่าในด้านการทำงานการทำธุรกิจ เมื่อเรามีสิ่งที่เหนือกว่าโดดเด่นกว่าก็เป็นธรรมดาที่จะถูกริษยา ดังนั้นวิธีรับมือเรื่องนี้แบบง่าย ๆ ก็จะมี 4 ประการดังนี้

1.จะต้องรู้เท่าทันว่า ความ "อิจฉา" และ "ริษยา" เป็นสิ่งสามัญธรรมดาของโลก มันมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน และเกิดขึ้นได้เสมอ ฉะนั้น อย่าไปทุกข์ร้อนกับมัน

2.เมื่อรู้ว่าถูกริษยา ก็ควรอ่อนน้อมถ่อมตนให้มากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งอ่อนน้อมทำตัวให้เล็ก เราก็จะไม่เด่นเกินไป

3.จงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ท้าทายผู้ที่ริษยาตน และไม่ทำตนให้เป็นที่หมั่นไส้มากขึ้น

4.ลองผูกมิตรกับคนที่คิดริษยา ไม่แน่เราอาจได้เพื่อนเพิ่มขึ้นก็เป็นไปได้

ภารกิจพิชิตความสุขในครั้งนี้ ได้เดินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ก็หวังว่าภารกิจนี้คงจะทำให้ทุกท่านได้รู้วิธีการค้นพบกับความสงบสุขที่ซ่อนอยู่ภายในใจของคุณเองแบบง่าย ๆ อันจะเป็นความสุขที่บริสุทธ์ไม่มีการเจือปนใด ๆ จากความ "อิจฉา" และ "ริษยา"  เป็นความบริสุทธ์สะอาดใสเช่นเดียวกันกับน้ำดื่ม "เวลล์เล่" และหากคุณยัง "ปล่อยวาง" ภาระในใจไม่ได้ ลองหาเวลาว่าง ๆ ในวันธรรมดา ดื่มน้ำดื่ม "เวลล์เล่" สักขวดสิ แล้วคุณจะพบช่วงเวลาดี ๆ ของชีวิตที่คุณอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็ได้ 

บริษัท โกลบอล เบฟเวอเรจ จำกัด

Global Beverage Co., Ltd.


สำนักงานใหญ่ เลขที่88/8 หมู่ 4 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000

077-828555

E-mail : info@globalbev.co.th