หน้าแรก » เรื่องราวน้ำดื่ม » ภารกิจพิชิตความสุข EP.5 ค้นหาความสุขจากมุมเล็ก ๆ ของมหากวี

ภารกิจพิชิตความสุข EP.5 ค้นหาความสุขจากมุมเล็ก ๆ ของมหากวี

แชร์หน้านี้ Line

ภารกิจพิชิตความสุข : เทพแห่งกวี ปีศาจแห่งสุรา

ค้นหาความสุขจากมุมเล็ก ๆ ของมหากวี

 

 

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
แค่องค์พระปฏิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา

 

สวัสดีทุกท่าน ภารกิจพิชิตความสุขจากน้ำดื่มเวลล์เล่กลับมาพบกับท่านอีกครั้ง สำหรับประเทศไทยแล้วในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีวันที่เราควรระลึกถึงอยู่หนึ่งวัน นั่นคือ 26 มิถุนายน อันเป็นวันสุนทรภู่ มหากวีกระฎุมพี นับเป็นบุคคลสำคัญที่โลกควรต้องจดจำคนหนึ่ง หากเป็นช่วงเวลาปกติแล้ว 26 มิถุนายน ของทุกปี ที่โรงเรียนต่าง ๆ ก็จะต้องมีการจัดงานวันสุนทรภู่ เพื่อรำลึกถึงมหากวีเอกผู้นี้และจะต้องมีกิจกรรมเกี่ยวกับภาษาไทย และการแต่งกลอนต่าง ๆ เป็นแน่แท้ แต่ทว่ามาปี 2563 นี้ เกิดเหตุการณ์ไวรัสโควิด 19 นั่นทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่เปิดภาคเรียน ทำให้ในปีนี้ความสำคัญของวันสุนทรภู่อาจไม่เป็นเหมือนเคย เราจึงขอเริ่มต้นคารวะบูชามหากวี ด้วยบทกลอนสอนใจดี ๆ จากเรื่องพระอภัยมณี เป็นการให้เกียรติและยกย่องท่านสุนทรภู่ ที่ทำให้เราหวนตระหนักว่า 

"แม้จะดีเลิศประเสริฐสักเพียงไหนก็ไม่อาจหลีกหนีคำนินทา และคำติติง ฉะนั้นจงปล่อยวางและอย่าไปเก็บเอามาเป็นความทุกข์ใจของเราเลย"

ที่เรายกเอาเรื่องของกวีขึ้นมากล่าว เพราะเราอยากจะชวนทุกคนมาเรียนรู้วิธีการพิชิตความสุขในสไตล์ของ "มหากวี" ซึ่งในโลกใบนี้ก็มีกวีผู้ยิ่งใหญ่อยู่หลายท่านเลยทีเดียว ภาพลักษณ์อย่างหนึ่งของคนที่อยู่ในวงการศิลปะศิลปินและกวี ก็คือ "ขี้เมา" เรามักมองว่าดารานักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรีศิลปินต่าง ๆ จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับ เหล้ายา ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น แต่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลอันเนิ่นนานแล้ว จุดที่อยากจะชวนทุกคนมาร่วมกันสังเกตก็คือ "ศิลปินต้องขี้เมา จริงหรือ?" 

 

สุราพาสร้างสรรค์ กระนั้นหรือ

ถ้าดูจากประวัติของท่านสุนทรภู่แล้ว เราจะพบประโยคหนึ่งที่กลายเป็นภาพจำของท่านเลยก็คือ “อาลักษณ์ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่อย่างไพร่ ไร้เคหา” นั้นคือสิ่งที่คนนิยามให้ท่านเมื่อนานมาแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีบันทึกว่าท่านสุนทรภู่นั้น เคยติดคุกเพราะเมาแล้วอาละวาดก่อการวิวาททำร้ายร่างกายคน แต่เมื่อพิจารณาจากผลงานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วนและเป็นไปตามเหตุและผลแล้ว ก็จะพบว่า สุนทรภู่ไม่ได้เป็นนักเลงกลอนขี้เหล้าอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย อย่างแรกมีปรากฎในผลงานของท่านอยู่แล้ว ว่าท่านเห็นโทษของสุรามากเพียงไร จากบทประพันธ์ในนิราศภูเขาทอง ตอนหนึ่งที่ว่า

 

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง      มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา        ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ        สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย         ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก        สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป        แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน ฯ

 

คนที่เห็นโทษในสุรายาเมาเช่นนี้ คงไม่ใช่ขี้เมาแน่ ๆ แต่ก็เป็นไปได้ว่าสมัยสุนทรภู่ยังหนุ่มกระทงนั้นก็อาจจะดื่มเก่งจนถึงขั้น "นักเลงสุรา" แต่ก็ไปความสนุกคึกคะนองไปตามประสาคนวัยหนุ่ม หลังจากทำงานเป็นจริงเป็นจังก็เลิกเหล้าและมุ่งมั่นในการเขียนกวี รวมไปถึงช่วงชีวิตของสุนทรภู่บวชเป็นพระถึง 18 ปี ถ้าเป็นขี้เหล้าจริงก็คงจะลงแดงตายไปแล้วแน่ ๆ 

 

 

ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เหล้าหรือสุรานั้นมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ดื่มไปเล็กน้อยก็จะทำให้เลือกลมสูบฉีด ร่างกายผ่อนคลาย แต่ถ้าดื่มมากจะก็กลายเป็นครองสติและควบคุมตัวเองไม่อยู่ เสียประสาทการทรงตัวและการพูด ลองคิดดูว่า หากเมาขนาดนั้น คงไม่มีใครที่จะพร่ำรำพรรณถึงบทกลอนสอนโลกที่มีความสวยงามเช่นนี้ออกมาได้แน่ ๆ 

 

บทกวีขี้เมา เล่าเรื่องโลกอันแสนโศกผ่านสุรา

ศิลปินหรือกวีขี้เมานี้ไม่ได้มีแค่ท่านสุนทรภู่ หากเราย้อนไปดูกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินจีนหลาย ๆ ท่าน อย่างหลีไป๋, หลิว หลิว, หรือตู้มู่ กวีเหล่านี้ ล้วนมีฉายานามที่เกี่ยวข้องกับสุราทั้งสิ้น อย่างท่านหลีไป๋ มหากวีแห่งราชวงศ์ถัง ก็ได้สมญา "เทพแห่งสุรา" ส่วน หลิว หลิว ก็ได้สมญาเป็น "ปีศาจสุรา" บทกวีของท่านเหล่านี้ที่กลั่นออกมาคนจึงขนานนามว่า "บทกวีขี้เมา" หากเรามาคิดพิจารณาดี ๆ แล้ว เราจะพบว่าหลาย ๆ อย่างมีเหตุผล ท่านเหล่านี้ไม่ได้ "เมา" พร่ำเพรื่อ หรือเมาแบบไร้สาระ กวีเหล่านี้ใช้เหล้าเป็นสิ่งกระตุ้นสร้าง "แรงบันดาลใจ" ในขณะเดียวกันก็ใช้เหล้าเป็นตัวแทน สะท้อนปรัชญาสัจธรรมชีวิต ให้เราสัมผัสได้ถึงความ "ทุกข์" และความ "สุข" อันเป็น 2 ด้านตรงข้ามของชีวิตออกมาด้วย อย่าง บทกวีของหลีไป๋ บทหนึ่งว่าเอาไว้

 

ท่ามกลางมวลบุปผา        มีสุราใต้เดือนฉายไม่ธรรมดา
ร่ำเสพอยู่เดียวดาย            ไร้สหายร่วมดื่มเคียง
ชูจอกเชิญชวนจันทรา            มาเถิดมาอย่าบ่ายเบี่ยง
กับเงาพรายรายเรียง            พร้อมเพรียงสังสรรค์สามเรา
จันทร์มิจากพรากฉายา            เงาตามข้าติดสอยคอยเฝ้า
เฉพาะจิตมิตรจันทร์เกลอเมา          เถอะ ร่วมเมาหฤหรรษ์ให้ทันกาล
ข้าเอื้อนเอ่ยเสียงจำเรียงถ้อย          จันทร์เพลินลืมเลือนเลื่อนผ่าน
ข้าร่ายเริงสำราญ            เงาทะยานโลดเล่นเต้นตาม
ยามตื่นร่วมชื่นชุมนุม            รื่นรุมรายล้อมพร้อมสาม
ครั้นเมามายย้ายรูปแยกนาม          ดั่งไร้ความลึกล้ำสัมพันธ์
ร่วมวิถีดำเนินอยู่เนืองนิจ          กับกิ่งมิตรไร้ใจเพื่อนในฝัน
ทางช้างเผือกโพ้นเทือกฟ้าลาวัลย์        นัดพบที่นั้นของสัญญา…

#บทกวี ร่ำสุราเพียงเดียวดายใต้แสงจันทร์ หลีไป๋บทกวี ร่ำสุราเพียงเดียวดายใต้แสงจันทร์ หลีไป๋

 

ถอดความแบบบ้าน ๆ ได้ว่า 

"ใครว่าข้าเหงา แท้จริงข้ายังมีเหล้า กับ เงาจันทร์เป็นเพื่อน แม้ว่าดวงจันทร์ไม่อาจกินเหล้าร่วมกับข้า แต่เงาจันทร์ก็อยู่เคียงข้างข้าตลอดค่ำคืน ไม่ว่าข้าจะแหกปากร้องรำทำเพลงอย่างไร เพื่อนทั้งสองนี้ก็อยู่เป็นมิตรสหายไม่เหนื่อยหน่าย ตอนเริ่มกรึ่ม ๆ เรา 3 คือเพื่อนซี้ แต่พอสร่าง สติดี เพื่อนซี้ก็จากไป แต่ข้าไม่เสียใจ รอวันที่จะพบกันใหม่อีกครั้ง ณ ดินแดนที่แสนไกล"

 

ภาพต้นฉบับจาก : poetryforeversite.wordpress.com

 

ในบทกวีเดียว หลีไป๋ได้สะท้อนทั้งมุมของความสุขและความทุกข์ออกมาได้อย่างน่าคิดทีเดียว แถมสะท้อนสัจธรรมให้เราได้เห็นด้วยว่า ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ความสุข เมื่อถึงครา เวลาก็จะมาพรากไปจากเรา และนำเอาความทุกข์เข้ามาแทน ใครที่รู้สึกยังไม่อิน ลองฟังฉบับที่เป็นบทเพลงจากคุณ Boy Imagine ดูได้เลย อาจจะทำให้เข้าถึงความสุขเล็ก ๆ ในเวลาประมาณ 4 นาทีได้บ้าง

 

 

ความสุขเล็ก ๆ ที่คนมักมองข้าม

มหากวีทั้งสองท่านที่เรากล่าวมา จะใช่นักเลงสุราหรือไม่ อาจไม่ใช่สาระสำคัญที่เราต้องไปค้นหาข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่เราต้องเร่งค้นหาให้พบความจริงก็คือ กุศโลบายอันแยบยลที่ซ้อนไว้ในการร่ำสุราของท่านทั้งสอง ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของมหากวีทั้งสองท่าน เป็นตัวอย่างของการสร้างความสุขส่วนตัวในมุมเล็ก ๆ ให้กับตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะชีวิตของคนเรา หากแห้งแล้งจากความสุข ๆ เล็กเหล่านี้ จะทำให้ชีวิตเราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ การรู้จักเติมเต็มความสุขเล็ก ๆ ทีละนิดให้กับชีวิต จะทำให้เรามีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ในแต่ละวันไปได้อย่างมั่นคง 

คุณไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายไปพิชิตความสุขที่ยิ่งใหญ่ เพราะนั่นอาจไกลเกินเอื้อมถึงเกินไป และเราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะมีแรงพอที่จะเดินไปถึงความสุขที่ยิ่งใหญ่นั้นได้หรือไม่ ทำไมเราไม่ลองใช้ประโยชน์จากความสุขเล็ก ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ละวันดูบ้างล่ะ

 

ความสุขจากการทำสิ่งที่รัก

กวีผู้ยิ่งใหญ่อย่างสุนทรภู่และหลีไป๋ ได้เป็นตัวอย่างของคนที่ มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รัก ไม่ว่าช่วงชีวิตของท่านทั้งสองจากอาภัพอับจนยากลำบากขนาดไหน ท่านทั้งสองก็ยังคงมีความสุขกับการได้เขียน "กวี" นี่คือสิ่งที่ท่านทั้งสองรักที่สุด ไม่ว่าชีวิตจะเจออุปสรรคใด เจอความทุกข์ยากขนาดไหน ท่านทั้งสองได้ระบายสิ่งเหล่านั้นออกไปในงานของท่าน และงานกวีเหล่านั้นในท้ายที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นอมตะและไม่มีวันตาย แม้ว่าชีวิตและร่างกายจะมลายไปแล้ว แต่ยังฝากผลงานเอาไว้ให้เราได้ตระหนักและเรียนรู้จวบจนปัจจุบัน

ภารกิจพิชิตความสุขจากน้ำดื่มเวลล์เล่ใน EP. นี้ได้นำทุกท่านเดินทางผ่าน วิถีชีวิตและบทกวีของ 2 บุคคลที่ได้รับการขนานนามว่า "เทพแห่งกวี ปีศาจแห่งสุรา" จนทำให้พบว่า การที่จะมีความสุขในชีวิตได้ ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองก้อนใหญ่ ความสุขอาจไม่ใช่เรื่องของการได้มาซึ่งความสำเร็จ ความสุขอาจไม่ใช่เรื่องของการได้มาซึ่งการครอบครองชีวิตใครสักคน แต่ความสุขอาจเป็นเพียงแค่ "การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก" และ นั่นอาจเป็น "ความสุข" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว น้ำดื่มเวลล์เล่จึงขอชวนคุณทุกคนมาลองเปิดใจค้นหาช่วงเวลาแห่งความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตของคุณไปด้วยกัน หากคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ลองหยิบน้ำดื่มเวลล์เล่ขึ้นมาดื่มสิ แค่คุณดื่มน้ำที่สะอาดใสเป็นธรรมชาติคุณจะพบความสุขในมุมเล็ก ๆ ได้ไม่ยากแล้ว

บริษัท โกลบอล เบฟเวอเรจ จำกัด

Global Beverage Co., Ltd.


สำนักงานใหญ่ เลขที่88/8 หมู่ 4 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000

077-828555

E-mail : info@globalbev.co.th