หน้าแรก » เรื่องราวน้ำดื่ม » ภารกิจพิชิตความสุข EP.4 โดย เวลล์เล่

ภารกิจพิชิตความสุข EP.4 โดย เวลล์เล่

แชร์หน้านี้ Line

ภารกิจพิชิตความสุข : โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง

ความรุนแรงอันเกิดจากอคติทางชาติพันธุ์ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน เกิดขึ้นทุกดินแดน ทุกอาณาเขต ทั้งชาติที่ศรัทธาในเผด็จการหรือแม้กระทั่งชาติที่พลเมืองของตนเองเรียกว่าเป็นอิสระชนเต็มขั้น แต่ความสงบ ความสุข รอยยิ้มและสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าใจของมนุษย์ยังคงมี "อคติ" ต่อเพื่อนมนุษย์เช่นนี้

สวัสดีทุก ๆ ท่าน ภารกิจพิชิตความสุขกลับมาพบกับทุกท่านอีกครั้ง นี่คือภารกิจสำคัญของน้ำดื่มเวลล์เล่ที่จะพาทุกท่านไปพบความสุขในชีวิตในมุมมองที่แตกต่าง ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็เพื่อจะโยงเข้ามาหาประโยคหรือวลีภาษาอังกฤษที่กำลังอยู่ในเทรนด์ความสนใจของโลกในขณะนี้นั่นคือ "Black Lives Matter" คำสั้น ๆ ที่จุดกระแสการลุกขึ้นมาต่อต้านการเลือกปฏิบัติ รวมไปถึงการแสดงความรุนแรงต่อคนผิวสีที่มีอยู่ทั่วโลก

ซึ่งกระแส Black Lives Matter หรือ "ชีวิตคนดำก็มีค่า" นี้ เริ่มต้นขึ้นจากกรณีของการจับกุมชายผิวสีนามว่า จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) และมีการใช้ความรุนแรงจนจอร์จ ฟลอยด์เสียชีวิตในเวลาต่อมา เราคงไม่กล่าวถึงประเด็นนี้ เพราะคงเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาข่าวอยู่เต็มโลกออนไลน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราอยากจะชวนคุยกับทุกคนในภารกิจนี้ก็คือ เรื่องของ "อคติ"

 

อคติ นำไปสู่การเหยียดชาติพันธุ์

หากกลับมาย้อนมองในมุมเล็ก ๆ อย่างประเทศไทยเราเอง เรื่องของการเหยียดชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์ก็มีอยู่ในบริบทสังคมไทยด้วยเช่นกัน และมีมานานตั้งแต่สมัยก่อน อาจไม่ใช่เรื่องของการเหยียดสีผิวแบบในอเมริกา แต่ในไทยจะเป็นการเหยียดเรื่องของ "ชาติพันธุ์" โดยเราอ้างเอาประวัติศาสตร์มาเป็นหลักยึดและใช้ประวัติศาสตร์นั้นมาสร้าง "อคติ" ให้เกิดขึ้นในใจ แต่...ขอให้อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ และมีการบิดเบือนได้เสมอ

คำถามง่าย ๆ แต่ตอบไม่ได้อย่าง "คนไทยเรามาจากไหน" ณ วันนี้ยังไม่มีใครบอกได้แน่ชัด มีข้อสันนิษฐานกันไปมากมาย แต่ก็จะชี้สรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า "คนไทยเราคือ การรวมกลุ่มคนชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งไทย พม่า มอญ เขมร มลายู รวมไปถึงชาติอื่นที่เดินทางมาลงหลักปักฐานในแผ่นดินบริเวณนี้ด้วย" นั่นหมายความว่า แต่ดั้งเดิมมาเราล้วนเป็นพี่น้องกันหมด 

หากกล่าวอย่างนี้เราจะพบว่า "อคติ" การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของใจเราจะลดลง  "เขา" กับ "เรา" แท้จริงไม่ได้ต่างกัน อาจต่างกันแค่ภาษาและวัฒนธรรม แต่เราล้วนมีความเป็น "คน" เหมือนกัน มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน เราหิวเขาก็หิว เราร้อนเขาก็ร้อน ถ้าเราไม่สร้างอคติขึ้นมาในใจ แท้จริง เรา กับ เขา ก็คือ เพื่อนผองพี่น้องกัน ที่อาจจะมีขัดแย้ง เห็นไม่ตรงกันบ้างในบ้างเรื่องแค่นั้นเอง

 

อคติ นำไปสู่การเหยียดเพศ

ขณะที่เขียนภารกิจครั้งนี้ขึ้นนั้น อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนพอดี ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเดือนมิถุนายนนั้นเป็นเดือนแห่ง LGBTQ+ หรือเดือนของการเฉลิมฉลองและแสดงจุดยืนของกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในระดับสากล เนื่องจากในเดือนมิถุนายน ปี 1969 เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศกับตำรวจ ณ บาร์ Stonewall Inn ในนิวยอร์ก ซึ่งตำรวจนิวยอร์กได้แสดงออกถึงการคุกคาม ข่มขู่ดูหมิ่นที่ดูไม่เป็นธรรมนักกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ จนเป็นฉนวนเหตุให้เกิดความรุนแรง เกิดการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อเรียกร้องแล้ว พวกเขาไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์ของการเป็น LGBTQ+ แต่พวกเขาเรียกร้องสิทธิ์ของความเป็น "มนุษย์"

แม้ว่าวันนี้โลกจะยอมรับความจริงแล้วว่า เพศที่ 3 เป็นสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่การยอมรับบุคคลที่เป็นเพศที่ 3 เพศที่ 4  หรือที่เราเรียกว่ากลุ่มหลากหลายทางเพศนั้นยังถือว่ามีการยอมรับในสังคมน้อยมาก สิทธิต่าง ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่พึงกระทำได้หลายอย่างยังถูกลิดรอนและไม่เปิดกว้างนัก เหตุผลในเรื่องความซับซ้อนของข้อกฎหมายก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิ์ของคนกลุ่มนี้ก็คือ "อคติ"

 

อคติ นำไปสู่การดูหมิ่นศรัทธาและความเชื่อ

ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณ โดยเธอคลุมฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิง) เอาไว้ คุณจะรู้ทันทีเลยว่า เธอผู้นี้เป็นมุสลิม ถ้ามีชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาคุณในชุดคลุมยาว พร้อมสร้อยไม้กางเขนสีทองห้อยอยู่ที่คอ คุณจะรู้ทันทีเลยว่าเขาผู้นี้เป็นบาทหลวงในคาทอลิก และถ้ามีชายที่ศีรษะปราศจากเส้นผมนุ่งห่มผ้าสีเปลือกไม้เข้ามา คุณก็จะรู้ทันทีเลยว่านี่คือภิกษุของพุทธศาสนา

ทีนี้ลองใหม่ ถ้าให้คนทั้ง 3 นี้แต่งกายด้วยชุดธรรมดาอยู่บ้าน หรือสวมใส่ชุดทำงานธรรมดา ผู้หญิงไม่มีผ้าคลุมศีรษะ ผู้ชายที่ไม่มีผมอาจสวมหมวกใส่เกี๊ยะ เสื้อกล้ามนุ่งกางเกงขาก๊วย หรือทั้ง 3 คนอยู่ในสภาพที่เปลือยเปล่า คุณจะรู้ไหมว่าพวกเขา นับถือศาสนาอะไร มีศรัทธาและความเชื่อในสิ่งใด เพราะสิ่งที่เราเห็นภายนอกนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ ที่เป็นบ่อเกิดของ "อคติ" เท่านั้น อย่าเอาเปลือกนอกมาสร้างอคติในใจ จนทำให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา ประวัติศาสตร์สงครามที่ผ่านมา ชี้ให้เราเห็นแล้วว่า ศรัทธาที่มากเกินพอดี จุดประกายความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นเสมอ เหตุการณ์ 11 กันยา สงครามในปาเลสไตน์ หรือย้อนกลับไปยังสงครามครูเสด กี่ชีวิตที่ต้องล้มตาย กี่ชีวิตที่ต้องสูญเสีย กี่ชีวิตที่เหตุการณ์เลวร้ายยังคงหลอกหลอนพวกเขาจนถึงปัจจุบัน

 

ความสุขจะมีขึ้นได้อย่างไร ถ้าใจเราไม่เคยปราศจาก "อคติ" เลยแม้เพียงเสี้ยวนาที

 

เมื่อใดใจไร้ "อคติ" ความสุขก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

ขึ้นชื่อว่าชีวิต ไม่ว่า "คุณ" หรือ "เขา" แม้กระทั่ง "เรา" เองสักวันหนึ่งก็จะต้องดับสูญไป ไม่มีสิ่งใดที่เราจะเอาไปจากโลกนี้ได้ มีแต่สิ่งที่เราจะทิ้งไว้ให้กับโลก นั่นคือ "ผลของการกระทำ" ของเราเอง สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีมากพอให้คนจดจำระลึกถึงหรือไม่ หรือจะเป็นสิ่งที่เลวระยำจนคนจำไปสาปแช่ง ก็อยู่ที่เราเลือกทำปัจจุบันของเราในวันนี้ หากสิ่งที่คุณทำหรือจะทำ เกิดขึ้นด้วยใจที่บริสุทธิ์ปราศจาก "อคติ" ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม ความสุขก็จะปรากฎอยู่ตรงหน้าของคุณทันที หากสำเร็จคุณก็จะยิ่งดีใจและภูมิใจ แต่ถ้าไม่สำเร็จ คุณก็จะไม่รู้สึกเสียใจ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ได้ลงมือทำด้วยใจที่บริสุทธิ์

 

สายน้ำทุกสายปลายทางก็ไหลลงสู่ทะเล

ชีวิตคนเราเปรียบไปก็เหมือนกับสายน้ำ ที่อาจจะมีต้นน้ำ ตาน้ำในจุดที่ต่างกันออกไป อาจอยู่ทางเหนือบ้าง ทางใต้บ้าง อยู่ตะวันออกบ้าง อยู่ตะวันตกบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าต้นน้ำจะอยู่ที่ไหน ปลายทางของสายน้ำที่ไหลไป ก็จะไหลไปรวมกันในแม่น้ำและไหลลงสู่ท้องทะเลมหาสมุทรในที่สุด ซึ่งนั่นสะท้อนให้เราเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน ผิวสีอะไร เป็นเพศไหน และนับถือศาสนาอะไรก็ตาม จะไทย แขก จีน ฝรั่ง พม่า เขมร ท้ายที่สุดแล้วเราต่างก็คือ ชีวิตหนึ่งที่มีลมหายใจเหมือนกัน เราต่างอิ่ม หิว กระหาย หัวเราะ ร้องไห้ ได้เหมือนกัน

"น้้ำ" จึงเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งชีวิต  และการก่อกำเนิดชีวิต นี่คือสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงเราทุกเผ่าพันธุ์ ทุกสีผิว ทุกชนชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ชีวิตทุกชีวิตที่มีลมหายใจต่างต้องการน้ำ เพื่อการดำรงชีวิตต่อไปเหมือนกัน และน้ำที่จะนำมาดื่มเพื่อการดำรงชีวิตก็จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเป็นน้ำดื่มที่สะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อน 

นั่นจึงทำให้เรา "เวลล์เล่" ลงมือผลิตน้ำดื่มอย่างพิถีพิถัน และเติม "ใจ" ที่ไร้ "อคติ" ลงไปในน้ำดื่มของเราเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณทุกคนก็มีค่าควรแก่การได้ดื่มน้ำที่สะอาดใสและมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกชีวิตทุกลมหายใจล้วนมีคุณค่าเสมอ

เพราะเราทุกคนต่างล้วนมีนามว่า "มนุษย์"

ภารกิจพิชิตความสุข ในครั้งนี้จึงขอสรุปปิดท้ายด้วยการพาคุณออกเดินทางไปใน "จินตนาการ" ของชายที่ชื่อ John Lennon ที่ได้ประพันธ์เพลงอมตะอย่าง "Imagine" เอาไว้ บทเพลงที่ท่วงทำนองเรียบง่าย ถ้อยคำที่ใช้คือบทกวี ที่ฝันถึงโลกที่สงบสุข ที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้นระหว่างเราและเขาแต่อย่างใด เป็นดินแดนในฝันที่ เราทุกคนต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งเวอร์ชั่นที่เรานำมาให้ได้สัมผัสถึงความสุขกันนี้กันนี้คือ เวอร์ชั่น cover ของ Sam Tsui ซึ่งเป็นนักร้องคัฟเวอร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งใน YouTube และ กลุ่มศิลปิน R&B กับวง AHMIR เป็นการร่วมกัน cover บทเพลงแบบละลายอคติด้านสีผิว เวอร์ชั่นนี้ถูกทำออกมาเพื่อไว้อาลัยแก่เหตุการณ์กราดยิงกลางเมืองทัคซอนของอริโซน่า ในปี 2011 และอีกเหตุผลที่เราเลือกเวอร์ชั่นนี้เพราะ Sam Tsui เป็นนักร้องคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของ LGBTQ+ ด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว "อคติ" ของมนุษย์ได้อย่างเข้าถึง 

 

สุดท้ายนี้ เวลล์เล่ ขอให้ความสงบสุขและสันติภาพจงเกิดแก่ทุก ๆ คน

 

บริษัท โกลบอล เบฟเวอเรจ จำกัด

Global Beverage Co., Ltd.


สำนักงานใหญ่ เลขที่88/8 หมู่ 4 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000

077-828555

E-mail : info@globalbev.co.th